Feeds:
Posts
Comments

ห่างหายไปซะนานนะครับกับการเขียนบลอค (หลังๆเริ่มต้นด้วยคำประมาณนี้ตลอด 555)

เอาล่ะ เข้าเรื่องดีกว่า เรื่องของเรื่องคือ วันก่อนเดินอยู่ข้างถนนอยู่ๆก็นึกขึ้นมาเฉยๆว่า เออเนอะเดี๋ยวนี้กูไม่เข้าใจอะไรเด็กๆสมัยนี้เลยว่ะ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ครับ

เมื่อก่อนสมัยเด็กๆผมและเพื่อนๆก็มักจะมีการบ่นถึงบุพการี ครูบาอาจารย์ทั้งหลายว่า ทำไมไม่เคยเข้าใจกูเลยวะ ผมว่าหลายๆคนก็คงเป็นเหมือนกัน  คิดว่าส่วนใหญ่หรืออาจจะทุกคนเลยล่ะที่จะต้องผ่านอารมณ์แบบนี้มาบ้าง

ตอนนี้ผมเริ่มรู้แล้วว่าทำไมผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก อย่าว่าแต่เข้าใจเลย เอาแค่รู้ว่าตอนนี้เด็กๆใช้ชีวิตยังไง สอบเอนท์กันยังไง ชอบนักร้องคนไหน ยังชอบเพลงไทยอยู่มั้ย ยังไม่รู้เลย จะเอาปัญญาที่ไหนไปเข้าใจพวกเค้า ในเมื่อเอาจริงๆเราแม่งเกือบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวัยรุ่นสมัยนี้เลย เพลงที่ดังๆสมัยนี้เราก็ฟังแล้วไม่รู้สึกเพราะเอาซะเลย เหมือนตัวเองกับคำว่าเด็กวัยรุ่นมันชักจะห่างออกไปแบบไม่รู้ตัว เหมือนเรือที่หลุดออกจากท่าๆนึงพอเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาเจอเกาะใหม่ที่อะไรๆมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

จากผู้ใหญ่โง่ๆคนนึง ที่ไม่ค่อยมีสังคม ไปแต่ที่เดิมๆกับคนเดิมๆ

 

ผมเชื่อว่าทุกๆคนคงจะมีเรื่องที่ไม่อยากให้ใครมาสะกิด ไม่อยากให้ใครมาตอกย้ำ ไม่อยากพูดไม่อยากคิดถึงมัน
หลายๆคนอาจจะเรียกมันว่า แผลใจ ปมด้อย หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมว่าคิดว่าถ้าจะเรียกมันว่าเป็นสิ่งเดียวกันก็คงจะไม่ผิดนัก
และเมื่อมีใครคนใดก็แล้วแต่มาแตะต้องมันคุณจะอ่อนแอเป็นพิเศษ ยิ่งเป็นคนที่ทำให้เกิดแผลนั้นขึ้นมาด้วยแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงผลที่ตามมา
เรื่องพวกนี้บางทีมันก็เกิดในชั่วข้ามคืน บางทีมันก็ค่อยๆสะสมขึ้นมาในใจของเราโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว แม้ว่าบางเรื่องจะไม่ได้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต แต่เชื่อมันก็ยากที่จะลบเลือน
ที่มันยากอาจจะเป็นเพราะว่าเราเองก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น ไม่ได้อยากพูด ไม่ได้อยากคิดถึง
แต่คนที่ทำให้เกิดสิ่งๆนี้ได้ มักจะต้องมีความสำคัญกับเรามากพอสมควร และผมว่ายิ่งคนๆนั้นสำคัญกับเรามากเท่าไร “แผลมันยิ่งลึก”

แน่นอนผมเองก็เป็นคนธรรมดาคนนึงที่มีแผลในจิตใจ เหมือนกับอีกหลายๆคนบนโลกนี้
และเช่นกันเวลาโดนสะกิดมันขึ้นมาเมื่อไรผมก็เป๋ไปเหมือนกัน เป๋มากเป๋น้อยก็แล้วแต่ความฟุ้งซ่านในตอนนั้น
บางทีก็เป็นเยอะมากๆก็เหมือนจะอยากหายๆไปจากตรงนั้นอย่างเงียบๆ ไม่อยากให้ใครจำเราได้ ให้ทุกคนลืมๆเราไป
เมื่อก่อนก็ไม่เคยเชื่อนะครับว่าตัวผมเองจะอ่อนแอ อ่อนด้อยต่ออารมณ์ได้ขนาดนั้น
แต่มันพูดยากจริงๆ ของพวกนี้ก็อย่างที่บอกว่าเราไม่ได้อยากคิดถึงมัน แต่มันเอาออกไปจากสมองอันน้อยนิดของเราไม่ได้
มันมาและมันก็อยู่ในหัวเราแบบนั้น เหมือนผู้ร้ายที่คอยจังหวะที่เราอ่อนแอสู้มันไม่ได้ แล้วมันก็จะโผล่มาทันที
และด้วยความที่มันเป็นผู้ร้าย มันไม่ค่อยหวังดีกับเราเท่าไรหรอก สั่งให้เราทำแต่เรื่องที่แย่ๆ
บางคนยังพอมีแรงก็ขัดขืนต่อสู้กันไป บางคนอ่อนแรงมากๆก็เสร็จมัน

แต่แม้ว่าเมื่อมีผู้ร้ายก็ต้องมีพระเอก และเมื่อผู้ร้ายมีกำลังมาก พระเอกก็ต้องมีพละกำลังมากพอที่จะช่วยเราต่อสู้มันไปเหมือนกัน
พระเอกก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ เค้าก็คือคนที่มีความสำคัญกับเราเช่นกัน
บางคนอาจจะเป็นเพื่อน อาจจะเป็นครอบครัว หรืออาจจะเป็นคนรัก
เวลาเราแย่มันก็เหมือนเราเป็นเชือกในการแข่งขันชักเย่อ
ที่ปลายฝั่งนึงอยู่ในหุบเหวที่พร้อมจะดึงเราลงไปเสมออีกฝั่งนึงก็ต้องคอยช่วยดึงเราขึ้นมา
ขึ้นมาได้ก็โชคดีไป ขึ้นมาไม่ได้ก็ต้องจมอยู่กับความทุกข์นั้นต่อไป

อีกอย่างดูจะตลกร้าย ก็คือบางทีไอ้พระเอกตัวดีมันดันกลายร่างมาเป็นผู้ร้ายซะเอง
และแน่นอนเราต่อกรกับมันยากกว่าพวกผู้ร้ายเต็มตัวซะอีก
อยากจะโกรธจะเกลียดมัน อยากจะกำจัดมันออกไปให้พ้นๆก็ไม่สามารถทำได้
ทำได้ก็เพียงแค่ยอมแพ้และยอมให้แผลนั้นอยู่กับเราต่อไป รอวันที่มันจะกลับมาทำร้ายเราอีกครั้งนึง
เราก็ได้แต่เตรียมตัวเตรียมใจให้แข็งแรง รอรับมือกับมันอีกครั้ง โดยหวังว่าเราจะชนะมันได้ซักวัน

ห่างหายไปนานนะครับ(คำนี้หลังมาทุกที) นักบลอคทั้งหลาย 55

ตอนนี้ผมได้กลับมาจับ “กันพลา(Gunpla)” ที่ย่อมาจาก”กันดั้มพลาโม (Gundamplamo)” ที่ย่อมาจาก “กัันดั้มพลาสติกโมเดล(Gundam Plastic model)” อีกที หลังจากที่ไม่ได้สัมผัสมันมาสิบกว่าปี ถ้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายน่าจะประมาณ 15ปีมาแล้ว ที่เลิกเล่นเพราะไม่มีที่จะให้มันอยู่ จากครั้งที่จะซื้อหามาต่อเล่นได้ ต้องรอเงินแต๊ะเอียตอนตรุษจีน ถึงจะซื้อได้ซักหนึ่งตัว มาวันนี้พอจะจัดหามาเล่นได้ไม่ลำบาก เลยตัด(สิน)ใจซื้อมาทำให้เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งนึง คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเริ่มตัวแรกดีมั้ย เพราะรู้นิสัยตัวเองว่าเริ่มแล้วมักจะหยุดไม่ค่อยอยู่ แต่ด้วยความที่ว่าถามคนขายแล้วรุ่นนี้มันนานๆออกที ก็เลยเอาวะ จัดมาหนึ่งตัว เป็นไปตามคาดต่อเสร็จตัวที่หนึ่งก็อยากมีตัวที่สองตามมาทันที และคงจะได้มันมาในไม่กี่วันนี้

ถึงเวลาจะห่างกันนับสิบปี แต่ความสุขในการได้หยิบจับของเล่นของผมยังคงอยู่กับผมเสมอไม่หนีหายไปไหน เหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานถึงแม้ว่าจะจำความรู้สึกครั้งแรกที่ได้ของเล่นชนิดนี้มาได้ไม่ถนัดนัก แต่คาดว่าคงไม่ต่างจากอารมณ์ในครั้งนี้เท่าไร จำได้ว่าตัวแรกที่ได้ต่อ มันมั่วมากแกะทุกชิ้นออกมากองอย่างไม่มีระบบ เพราะเคยชินกับหุ่นยนต์ประเภทของแถมจากขนมต่างๆ ที่มีชิ้นส่วนไม่กี่ชิ้น มาเจอจำนวนชิ่นชนาดนั้นเข้าก็งงไปเหมือนกัน แต่ตอนนี้เราทำอย่างมีระบบระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนมากขึ้น ซึ่งมันก้แน่อนอยู่แล้ว แต่ยังไงความสนุกของการได้ตัดได้ประกอบทั้งหมดก็ยังอยู่อย่างครบถ้วน ต่อเสร็จก็เอามานั่งทำท่านู้นท่านี้อยู่เป็นชั่วโมง โชคดีที่สมัยนี้กล้องสมัยนี้มันมีมาพร้อมกับโทรศัพท์เราก็เลยได้ถ่ายเก็บไว้ดูเล่นได้ตามสมควร

ใครจะบอกว่าเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน ผมว่ามันคงเป็นเรื่องบางเรื่องของแต่ละคนมากกว่า หรืออาจจะเป็นอย่างที่เค้าบอกกันอีกว่า”สันดอนขุดได้แต่สันดานมันขุดไม่ได้” ไอ้เรื่องบ้าบอแบบเด็กๆของผมคงถือว่าเป็นสันดานที่จะยังคงอยู่กับผมไปตลอดกาล

สวัสดีครับห่างหายไปนานนะครับ กลับมาครั้งนี้สถานะผมเปลี่ยนไปแล้วครับ นี่ก็เกือบจะสองอาทิตย์แล้วกับชีวิตหลังแต่งงานของผม
กว่าจะผ่านมันมาได้ก็เจอปัญหาสารพัดเหมือนกันนะครับ ทั้งเรื่องสถานที่ อาหาร ของชำร่วย สารพัดสารเพ
ปัญหาใหญ่ๆส่วนมากก็จะออกแนวถูกใจแม่ไม่ถูกใจเมีย หรือถูกใจเมียไม่ถูกใจแม่ 555
ไอ้เราคนกลางมันก็ทำตัวลำบากเหมือนกันนะ คือจริงๆก็อยากจะให้ถูกใจทุกฝ่ายล่ะครับ ใครจะไปอยากขัดใจล่ะ จริงมั้ย
แต่เอาเถอะครับ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้วด้วยดี คือจริงๆไอ้ผมเองก็ไม่ได้อยากมีปัญหากับใครทั้งนั้นล่ะ
เพราะสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดข้างบนสำหรับผมมันก็แค่ส่วนประกอบเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญมากๆสำหรับผมจริงๆ มันคือคนที่ต้องมายืนข้างๆผมบนเวทีและพวกคุณๆต่างหาก
หากว่าไปจัดงานในโรงแรมที่เลิศหรูขนาดไหน แต่ในงานมีแต่ใครก็ไม่รู้ เพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เรารัก ไม่มากัน มันจะมีค่าอะไรล่ะครับ
และคงเป็นโชคดีของผม(ไม่ใช่สิคงต้องบอกว่าของเรา) ที่คนสำคัญของเรามายินดีกับเรากันแทบจะทุกคน บางคนเราไม่ได้เจอกันนานมากๆก็ได้มาเจอที่งานนี้
แม้ว่าบางคนอาจจะติดภารกิจ บางคนอาจจะขาดการติดต่อ เสียดายมากๆนะครับที่ไม่ได้เจอกัน
ผมคงต้องบอกอีกครั้งว่าขอบคุณทุกคนมากจริงๆนะครับ พึ่งเคยรู้สึกถึงคำว่าเป็นเกียรติจริงๆเอาก็คราวนี้นี่เอง
ขอบคุณเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายๆคน ที่ถึงแม้ว่าจะต้องไปนั่งหลังประตูมองอะไรก็ไม่ค่อยจะเห็นกับเค้า ต้องนั่งเบียดกันเกือบ20คนในโต๊ะเดียวก็ตาม ก็ยังมีแต่ความรู้สึกและคำพูดดีๆให้เราตลอดทั้งงาน
ตอนเจอกันผมคงไม่ได้ขอบคุณยืดยาวขนาดนี้ เพราะถึงเวลาจริงๆผมก็คงหลงๆลืมๆว่าจะพูดอะไรบ้าง 555
สุดท้ายนี้ ต้อง “ขอบคุณ” มากๆอีกครั้งครับ ^_^

ปล.ขอบคุณพี่เจี๊ยบพี่ฤกษ์ที่เชียร์ให้เขียนด้วยครับ ผมหยุดไปนานมากจริงๆ ไม่อยากรับปากว่าจะเขียนให้สม่ำเสมอ เพราะทำไม่ได้ซักที 555
แต่ยังพยายามอยู่ครับ แค่บางทีมีเรื่องจะเขียนเวลามันไม่มี บางทีเวลามีแต่ไม่มีเรื่องจะเขียน บางทีมีเรื่องจะเขียนแต่เขียนไม่ออก


ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าที่เลือกหนังเรื่องนี้มาดูเพราะว่าอยากดูหนังแบบที่ไม่ต้องคิดมากก่อนจะนอน แล้วเผอิญหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โหลดมาแล้วยังไม่ได้ดูเรื่องเดียวที่มีซับไตเติ้ล แล้วยังเป็นหนังของพี่เฉินหลงเค้าอีก ช่างเป็นตัวเลือกที่ดีจริงๆ จะว่าไปตัวหนังเองกไม่ได้มีความสนุกอะไรมากมาย แค่เอาไว้ดูเพลินๆก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร แต่ความน่าทึ่งที่ผมรู้สึกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้มาจากบทหนังซักนิด

ที่ต้องบอกอย่างแรกคงจะหนีไม่พ้นเรื่องโลเคชั่นของหนังที่ทำการถ่ายทำในประเทศจีน ซึ่งผมว่าหนังเรื่องนี้คงทำให้คนหลายๆคนอยากลองไปสัมผัสบรรยากาศจริงๆของประเทศนี้อย่างแน่นอน ภาพของประเทศนี้เปลี่ยนภาพประเทศจีนที่ผมรู้จักไปอย่างมาก จากภาพประเทศที่วุ่นวายคนเยอะๆโหวกเหวกโวยวายยุ่งเหยิง แต่ภาพที่เห็นในเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยสถานที่ท่องที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ทั้งสนามกีฬาทั้งสองแห่งที่พึ่งใช้จัดงานโอลิมปิคไป ทั้งบรรยากาศรอบๆบริเวณบ้านของตัวเอกที่ครึ้มขจีไปด้วยต้นไม้ ทั้งยังมีสวนสาธารณะกลางต้นไม่เขียวขจีอีก ดูแล้วอยากจะไปอยู่ซักเดือน ยังไม่หมดยังมีทั้งพระราชวังต้องห้ามอันโด่งดังที่ถ่ายทอดออกมาได้ถึงความยิ่งใหญ่ของพระราชวังนี้ได้อย่างดีแม้ว่าเราจะเห็นมันเต็มๆแค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม แต่แทบจะเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ไม่เห็นหัวคนบนลานหน้าพระราชวัง ซึ่งทำให้มันดูดีชะมัด และอีกที่คือกำแพงเมืองจีนซึ่งไม่น่าจะพลาดจากการมาอยู่ในหนังที่ผมว่าตั้งใจเต็มที่กับการโปรโมทการท่องเที่ยวอย่างเรื่องนี้อยู่แล้ว อีกที่ๆผมว่สวยงามไม่พ้ครในโลกน่าจะเป็เทือกเขอไซักย่างและวัดอะไรซักอย่างบนเขาลุกที่ว่า มันช่าน่าทึ่งจริงๆ เอาป็ซ๋ษษษผวาัสยกว่าแกรนด์แครนยอนละกัน

นอกจากจะทำให้ประเทศจีนดูน่าเที่ยวขึ้นมากแล้ว ยังทำให้สิ่งๆหนึ่งที่อยู่คู่กับคนจีนมานานแสนนานอย่าง”กังฟู”ดูยอดเยี่ยมและสวยงามมากๆ ต่างจากภาพของกังฟูที่สู้กันอย่างรวดเร็วจนเรามองไม่ทันในหลายๆเรื่อง เรื่องนี้มีฉากที่โช์ท่วงท่าที่สวยงามและน่าทึ่งอยู่มากมายจริงๆ ทั้งจากฉากผู้ใหญ่สั่งสอนเด็กของเฉินหลง ที่นุ่มนวลและยังคงเสน่ห์ของเค้าไว้อย่างเต็มที่ หรือจะเป็นการต่อสู้ที่รวดเร็วรุนแรงของแก็งค์เด็กกังฟูในเรื่องก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน จนอดนึกไม่ได้ว่าเด็กพวกนี้มันน่ากลัวจิงๆ ทั้งยังมีฉากที่โชว์ถึงศิลปะวัฒนธรรมของจีนอย่างการแสดงหุ่นละครในงานวัด(จริงๆมันคืองานเทศกาลอะไรซักอย่าง) หรือจะเป็นการรักษาอาการบาดเจ็บโดยการใช้ไฟและถ้วยดูด

อีกอย่างที่ไม่พูดถึงคงจะไม่ได้ก็คงเป็นเรื่องของเหล่านักแสดง อย่างเฉินหลงที่เล่นเป็นคุณลุงที่คอยดูแลหอพัก ที่เป็นบ้านของพระเอกเรานี่เอง เรื่องนี้ลุงเฉินหลงมาแบบดราม่าเต็มที่(มาแนวคล้ายๆ Shinjuku incidentเลย)ไม่ยิ้มเลยซักแอะ กว่าจะเห็นลุงแกยิ้มได้ก็ท้ายๆเรื่องโน่น แต่ก็ถือว่าเป็นอีกแนวที่ลุงแกก็ทำได้ดีไม่แพ้บทบู๊เหมือนกัน และมาถึงพระเอกของเรา อย่าง Jaden Smith ลูกชายของ Will Smith ความทุ่มเทและความสามารถในการแสดงของเด็กคนนี้ก็ต้องบอกว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอนาคตไกลแน่นอน ขณะที่ดูคิวบู๊ของเด็กคนนี้ในเรื่องคุณอาจจะมีความไม่เชื่อว่าเค้าจะทำได้จริง แต่หากดูจนจบรวมทั้งภาพเบื้องหลังท้ายเรื่อง คุณๆจะเห็นภาพเด็กคนนี้ฝึกซ้อมหลายต่อหลายครั้ง และก็จะเห็นว่าเค้าทำได้จริงๆ และรูปร่างก็เปลี่ยนไปตามเรื่องจริงๆซะด้วย (แค่รูปเงาทำท่าเตะสูงอันนั้น ถ้าไม่ฝึกอย่างหนักและสม่ำเสมอจริงๆก็คงทำไม่ได้แล้ว) ทั้งยังเหล่าเด็กๆแก็งค์กังฟูตัวร้ายแต่ละคนก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ยิ่งตัวหัวหน้าแก็งค์ที่เก็กหน้าโหดตลอดทั้งเรื่อง พอมาเห็นใบหน้ายิ้มแย้มใบภาพนิ่งเบื้องหลังแล้วต้องบอกว่าอย่างกับคนละคน ซึ่งผมว่าถ้าอีก10-20ปี Jaden จะกลายเป็น Will ได้เด็กคนนี้ก็จะกลายเป็นเจ็ท ลี ได้เหมือนกัน

ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามานี้ถึงจะดูยังไงก็รู้ว่าตั้งใจทำมาเพื่อให้ประเทศจีนดูดีและน่าไปเที่ยวอยู่แล้วแต่ก็ต้องบอกอีกเหมือนกันว่าทั้งหมดมันดูไม่ฝืนเลย ทุกอย่างที่ถูกจับใส่เข้ามาไม่ได้ทำให้เรารู้สึกขัดข้องใจว่าทำไมมันต้องทำอย่างนั้น หรือมันต้องไปที่แบบนี้ ถึงแม้ความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นอาจจะไม่มี แต่หนังก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าโดนยัดเยียดอะไรเหล่านี้ขณะที่รับชม ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะหนังมันไม่ได้ซ๊เรียสเรื่องพวกนี้อยู่แล้วเพราะเอาจริงๆเนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ซักเท่าไร แต่ที่สำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกแบบนี้ได้น่าจะเกิดจากว่ามันจับมาใส่แล้วมันส่งเสริมให้ทุกอย่างมันดูดีขึ้นมากกว่าจะทำลาย ซึ่งหนังไทยก็น่าจะหาโอกาสทำอะไรแบบนี้บ้าง เชื่อว่าบ้านเราก็มีดีไม่แพ้ใครเหมือนกัน ไม่ใช่เอะอะๆก็จะไปเกาหลีจะไปถ่ายเมืองนอก น่าเบื่อ!!!

ปล.ผู้เขียนไม่ค่อยได้เขียนเกี่ยวกับหนัง ไม่ค่อยได้ดูหนัง ไม่ใช่แฟนหนังตัวจริงดูแค่เฮฮาเท่านั้น ^_^
ปล2. Kung Fu Kid = Karate Kid ในอเมริกา

-ใน Fat live เหยียบสิบ มีการแสดงจากค่ายสมอลรูม เหยียบสิบวง ไล่มาตั้งแต่ Tattoo Colour , Jida , The Richman Toy, Slur, เป้ อารักษ์ , Lemon Soup , Superbaker, Lomosonic, Penguin Villa, Gene Kasidit, Greasy Café นี่มันเหยียบไปเกินสิบแล้วนี่นา

- ต้องบอกว่าบรรยากาศของคอนเสิร์ตมันไม่เกิดขึ้นใน Fat Live ซึ่งจริงๆก็เตรียมใจไว้นิดหน่อยอยู่แล้ว ถึงได้เลือกซื้อบัตรนั่ง เพราะหลังจากประสพพบเจอของคนที่เข้าชมงานของแฟตปีหลังๆ ได้เปลี่ยนไปมากจริงๆ การที่ไปยืนดูคงต้องเกิดความหงุดหงิดใจบางอย่างขณะดูแน่นอน เลยขอเลือกที่จะไปนั่งเก็บบรรยากาศแบบเงียบๆด้านบน แต่การที่ไม่ได้รู้ถึงถึงบรรยากาศการดูคอนเสิร์ตคงจะโทษแค่คนดูไม่ได้ ในเมื่อเพลงที่เล่นมันตะกุกตะกัก กำลังจะพีคอยู่แล้ว ตัดเข้าเพลงช้าซะงั้น จนหลายๆเสียงบ่นออกมาว่าอารมณ์ค้าง ลองคิดกันเล่นๆ ว่า “ตาสว่าง” ที่เล่นโดย “อพาร์ทเมนต์คุณป้า” แจมกับ “บุรินทร์ กรู๊ฟไรเดอร์” ต่อด้วย “ต่อให้ใครไม่รัก” ที่เล่นโดย “Brandnew Sunset” ต่อด้วย “Miniute of love” ของ “Superbaker” นี่ล่ะครับสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในคอนเสิร์ตครั้งนี้

- Motion Graphic ที่หลายๆครั้งเป็นสิ่งที่คนพูดถึงมากที่สุดในรับไปดูคอนเสิร์ตของแฟต เรดิโอ ได้เกิดอุบัติเหตุให้ใช้งานไม่ได้ถึงได้ก็ยังไม่สมบูรณ์ไปเหยียบสิบเพลง เป็นสิ่งที่น่าเสียดายมากๆเพราะในงานคอนเสิร์ตหลายๆครั้ง สิ่งนี้ถือเป็นจุดแข็งที่มักจะทำได้น่าสนใจและแตกต่างจากคอนเสิร์ตของค่ายอื่นๆ แต่ครั้งนี้คงต้องบอกว่าคว่ำไม่เป็นท่า เพราะนอกจากที่จอมืดดับไปหลายเพลง หลังจากกลับมาภาพส่วนใหญ่ ก็กลายเป็นเพียงภาพสดจากบนเวทีที่เหลื่อมกันเอง เนื่องจากภาพมีหลายจอและต้องเซทใหม่กันกลางงาน กราฟฟิตที่เอามาใช้บางครั้งถึงขั้นไม่ได้เรื่อง ไม่มีที่มาที่ไป แต่ก็ทำให้เราได้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานกันจริง ทั้งยังรู้ว่า การควบคุมเหล่านี้ ทำโดย Window XP (เพราะพี่เล่นบูทคอมขึ้นจอเลย)

- “เป้ อารักษ์” เป็นศิลปินที่ไม่สามารถใช้การจำกัดความดาษๆมาตัดสินได้ เพระถึงการแสดงจะเป็นอย่างไร คนที่ได้รับเสียงกรี๊ดมากที่สุดในงาน ก็ยังเป็นเป้คนนี้อยู่ดี (เป้ ร้องเพลง “ไม่มีความหมาย” ต้นฉบับโดย “วิน Sqweez Animal”)

- “เล็ก สุรชัย กิจเกษมสิน” ที่ดูจะกลายเป็นศิลปินของยุคที่แล้วไปซะแล้ว ณ เวลานี้ เพราะดูจากการตอบรับในการโชว์ในคอนเสิร์ตนี้ ที่เงียบกริบมากๆ ยิ่งไปกว่านั้น โชว์ของเค้ายังถือเป็นช่วงเวลาที่คนดูออกไปเข้าห้องน้ำมากที่สุดในคอนเสิร์ตซะด้วย เห็นแล้วก็รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ที่ศิลปินที่ครั้งหนึ่งเคยถือเป็นไฮไลท์ของงานต้องมาเจอกันสถานการณ์แบบนี้

- กร่อยที่สุดในงาน สำหรับผมคงต้องยกให้ “Lemon Soup” เพราะ Cover เพลงสุดเพราะอย่าง “วันที่ฉันป่วย” ได้สุดแสนจะธรรมดามากๆ ประมาณว่าวงไหนเล่นดนตรีเป็นก็คงทำได้อย่างสบายมาก และที่ดูจะมีเสน่ห์มากที่สุด มีหลายวงที่Cover ได้เป็นตัวของตัวเองมากมาย เช่น “สิงโต นำโชค” ที่เล่น “จิ๊จ้ะ” ได้ชิลมากๆและแปลกมากๆเช่นกัน อีกวงคงต้องยกให้ “Paradox” ที่โชว์เพลง “โรคจิต” ได้โรคจิตและมันส์มากๆ และที่จะไม่พูดถึงคงจะไม่ได้กับเจ้าของวลี “มาคนเดียวก็เล่นได้” อย่าง “จุ๋ย จุ๋ยส์” ที่การแสดงของผู้ชายคนนี้นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันจริงๆ และโชว์น้อยแต่มากอย่าง 3เสียงประสาน + 1 เสียงกีตาร์ ของวงที่ทำงานไว้ใจได้อย่าง “Tattoo Colour” ก็คงต้องได้รับการพูดถึงในภายหลังอย่างแน่นอน

- ในขณะที่อีกเล็กอย่าง “Greasy Café” นับเป็นศิลปินที่Cover เพลงศิลปินคนอื่นได้เหมือเพลงตัวเองมากที่สุดคนหนึ่ง แม้ว่าส่วนใหญ่จะดูหม่นหมอง ดูเป็นคนมีปัญหาในชีวิต ครุ่นคิด แก่ประสพการณ์ หรือที่บางคนอาจจะเรียกง่ายๆว่า “Dark” นั่นเอง ครั้งนี้กับเพลง “สาป” ก็ยังคงทำเพลงได้น่าขนลุก และน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก เรียกว่าคนละขั้วอารมณ์กับเจ้าของเพลงอย่าง “ธีร์ ไชยเดช” เคยทำไว้ก็ว่าได้

-ไฮไลท์ของงาน สำหรับผมคงยกให้การที่ได้เห็น “อาภาพร นครสวรรค์” บนเวทีคอนเสิร์ตครั้งนี้กับโชว์ของ “The Photo Sticker Machine” ในเพลง “ขอบอก” ถึงแม้ว่าเธอจะร้องไปดูเนื้อไป และร้องนำดนตรีไปเยอะทีเดียว อีกทั้งเมื่อร้องจบเพลงเธอก็ลงจากเวทีไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ดนตรีจะจบลงด้วยซ้ำไป แต่สำหรับเจ้าของงานคงอยากให้ การรวมวงสกาแห่งยุคทั้งสองวงอย่าง “The Super Glasses Ska Ensemble” และ “Teddy Ska Band” ที่ส่วนตัวแล้วต้องตั้งคำถามว่าจะรวมกันทำไมให้มันวุ่นวาย เพราะเพลงก็เล่นออกมาเหมือนเดิม และต่างวงก็ต่างเยอะกันอยู่แล้ว (เยอะทั้งคน เยอะทั้งเครื่อง เยอะทั้งลีลา) จนดูว่า “เยอะ” เกินไปมากเลยทีเดียว

-เมื่อพูดถึงสกาแล้ว ครั้งนี้ก็คงเป็นบทพิสูจน์อีกบทว่า “ดนตรีสกา” คือบทเพลงแห่งยุคจริงๆ เพราะไม่ว่าจะเล่นที่ไหน เล่นเมื่อไรก็ยังคงสามารถที่จะชวนให้ผู้คนลุกขึ้นมาเต้นไปตามเสียงเพลงแบบสั่งได้ไปซะทุกงาน และในครั้งนี้ก็เช่นกัน เรียกได้ว่าแทบจะเป็นโชว์เดียวที่เรียกคนดูลุกขึ้นมาเต้นได้เกือบทั้งฮอลล์ ถึงแม้ว่าคนอย่างผมจะรู้สึกว่ามีตั้งแต่ปีที่แล้วมีโชว์ประเภทนี้ให้ได้รับชมกันจนเอียนแล้วก็ตาม แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ “สกา” ยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีเยี่ยม

-ความจริงข้อสุดท้ายสำหรับผมอย่างที่บอกไปแล้วว่ากลุ่มคนฟัง Fat Radio ในยุคนี้มันเปลี่ยนไปมากซะจน คนอย่างผมอาจจะไม่เข้าใจมันอีกแล้วก็คงเป็นได้ เพราะหลายๆงานในระยะหลังๆที่จัดโดยคลื่นอ้วนคลื่นนี้ ไม่ได้สร้างความประทับใจให้ผมได้ซักเท่าไร หรือแม้กระทั่งจะทำให้นึกถึงวันวานเก่าๆ ที่เคยเจอมาในงานของคลื่นนี้ ก็ตาม

รายชื่อเพลงและศิลปินที่แสดงในงานนี้
ชั่วโมงต้องมนต์ : Friday
กลับมา : 2 days ago kids
แค่บอกว่ารักเธอ+หยุด : Burin
จิ๊จ๊ะ : สิงโต นำโชค
ฤดูที่ฉันเหงา : Flure
ฮู้ฮู : day tripper
stereo : Monotone
ขุนกระบี่+กระโดดเตะหลอดไฟ : Lomosonic
ฤดูร้อน : Sqweez Animal
แต่งงาน : Yong Koi
วันที่ฉันป่วย : Lemon Soup
แค่ความรัก : Q Flure
จิตรกรรม : Lula
ตาสว่าง : ApartmentKhunpa + Burin
ต่อให้ใครไม่รัก : Brandnew Sunset
Miniute of love : Superbaker
ความจริงในใจ : Ganesha
ปล่อย : หนู Kidnapper
กลับมาที่เดิม Siam Secret Service
Acrophobia : Penguin Villa
Terminal : Jida
สาป : Greasy Cafe
โลกไม่ใช่ของเรา : จุ๋ย จุ๋ยส์
จังหวะชีวิต : Yokee Playboy
ทุกอย่าง : Scrubb
กอดหมอน : Mild
โลกแห่งดนตรี : เล็ก สุรชัย กิจเกษมสิน
ไม่มีความหมาย : เป้ อารักษ์
หยุด : Tattoo Colour
มันอยู่ที่จังหวะ : Gene Kasidit
ขอบอก : Photo Sticker Machine + อาภาภรณ์ นครสวรรค์
โรคจิต : Paradox
เหม่อ : Slur
เช้าไม่กลัว : The Richman Toy
มนต์รักเพลงสกา : All Ska Band

ถ้าความจำของผมไม่ผิดเพี้ยนจนเกินไปนัก อัลบั้ม คราม ผลงานชุดที่ 5 ของ Bodyslam น่าจะเป็นครั้งแรกของวงการเพลงไทยที่มีการเปิดให้Pre-Order แพคเกจพิเศษหรือที่บางคนอาจจะเรียกว่า Limited หรือ Special Edition ก็ตามแต่ ความพิเศษน่าจะอยู่ที่การผลิตตามยอดPre-Orderเท่านั้น (ถ้าหากภายหลังไปพบเจอว่าขายกันตามงานหรือร้านค้าทั่วไป คงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย) และได้ข่าวว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากแฟนๆของวงด้วย ซึ่งสิ่งแรกที่ผมคิดหลังได้เห็นและสัมผัสกับกล่องสีดำขนาดประมาณเกือบๆเมตรวางอยู่ตรงหน้า คือ “โคตรใหญ่” แต่หลังจากเปิดกล่องออกมาสิ่งที่ผุดขึ้นมาคือ “ผิดหวัง” กับสิ่งที่อยู่ข้างในหลายๆอย่างประกอบกัน ทั้งวัสดุที่ใช้และการจัดวาง สิ่งแรกที่เห็นมันเหมือนกับเอากล่องกระดาษใส่ขนมสีดำที่ทำด้วยกระดาษหน้าดำหลังเทาสองอันมาวางเพื่อไม่ให้Booklet และ โปสเตอร์ข้างในขยับ จริงๆควรจะเอาไปใส่ขนมมากกว่า หรือถ้าหากไม่อยากจะลงทุนเพิ่มก็น่าจะหาวิธีออกแบบให้ดูดีกว่านี้อีกนิดคงจะดี ซึ่งหากจะเทียบกับราคา600 บาท ผมว่าน่าจะลงทุนอีกนิดให้มันดูดีกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะไม่ทำให้กำไรลดน้อยลงเท่าไรนัก เรียกว่าพลาดแบบไม่น่าพลาด แต่ข้อเสียอันนี้ก็ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย(อย่าไปคิดมากไหนๆก็ซื้อมาแล้ว) หลังจากที่ได้สัมผัสกับสิ่งที่อยู่ข้างใน Bodyslam Kraam Special Edition ซึ่งประกอบด้วย
Poster ขนาดใหญ่ ที่ต้องบอกว่าใหญ่จริงๆ กระดาษดีกว่าโปสเตอร์ที่ติดตามร้าน พร้อมลายเซ็นต์(แต่เข้าไปดูที่ web ตอนหลังโดนขีดฆ่าไปแล้ว เลยไม่แน่ใจว่าทุกคนที่สั่งจะได้ลายเซ็นต์ด้วยรึเปล่า หรืออาจจะได้เฉพาะคนที่สั่งรอบแรกเท่านั้น) แต่ความคิดส่วนตัวผมว่าลายเซ็นต์ที่ไม่ได้มาด้วยตัวเองจะน่าประทับใจซักเท่าไร ผมเลยไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้เท่าไร
ของสำคัญจริงคงๆอยู่ที่แพคเกจรูปร่างหน้าตาเหมือนสมุดปกแข็งสมัยเรียนประถาม หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นเดทโน๊ทก็ไม่ผิดเท่าไรนัก ภายในสมุดปกแข็งสีดำเล่มนี้ประกอบด้วย CD 10 เพลงจากอัลบั้ม คราม เพลงยังไม่ขอพูดถึงเพราะน่าจะใช้เวลากับอัลบั้มนี้อัลบั้มมากกว่าที่ผ่านๆมา แต่เท่าที่ฟังไปไม่กี่รอบ ความชอบอยู่ในระดับกลางๆ และ DVD รวมคลิปVDO หลายหลายคุณภาพ หลากหลายงาน จากBodyslam บางคลิปอาจจะได้รับชมมาบ้างแล้วจากทางwebsiteต่างๆ คุณภาพบนแผ่นก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร แต่ก็มีบางช่วงที่ดูจะตั้งใจถ่ายทำมาอย่างดี เรียกว่าหน้ามือกับหลังมือคงไม่ผิด ก็จะประกอบด้วยภาพในห้องอัดบ้าง อะไรบ้าง แต่ที่น่าสนใจก็น่าจะเป็น บทสัมภาษณ์สั้นๆ จากBodyslam และ แขกรับเชิญในอัลบั้มอย่าง พี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก กับ ศิริพร อำไพพงษ์ ที่มา Featuring ท่อนหมอลำอันโด่งดัง ในเพลง คิดฮอด (ก็พูดไปงั้น เพราะจริงๆไม่ชอบท่อนหมอลำเลยซัดนิด ทั้งๆที่ชอบส่วนที่เหลือมาก)
นอกจากนั้นก็จะมีเพลง “คราม” และ “ความรัก” ในแบบอะคูสติก ที่คิดว่าไม่น่าจะเคยได้เห็นกันมาก่อนหน้านี้ และยังมีภาพบันทึกการแสดงสด จากงาน Big Mountain Music Festival เมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา จำนวน 4 เพลง ซึ่งใครที่ยังไม่เคยได้ดูก็จะได้สัมผัสความยิ่งใหญ่ของวงที่หลายๆคนยกให้เป็นวงดนตรีที่ดีที่สุดในประเทศในตอนนี้ ซึ่งน่าจะเป็นการเรียกน้ำย่อยไปสู่คอนเสิร์ตใหญ่ของอัลบั้มนี้ ที่คิดว่าน่าจะมีแน่ๆ ส่วนที่เหลือก็เป็น Footage ฉากใต้น้ำในมิวสิควิดีโอเพลงคราม และอีกอันที่ใช้ชื่อว่า ”คราม First Time in Studio” อย่างสุดท้ายที่จะไม่พูดถึงคงจะไม่ได้ คือBooklet รวมภาพถ่ายของBodyslam ที่คิดว่าน่าจะถูกใจ แฟนๆอย่างแน่นอน หลังจากที่ชื่นชมสิ่งต่างมาจนถึงส่วนของเครดิตก็ได้พบ กับสิ่งที่ทาง Genie Record บอกว่าเป็น “Surprise พิเศษ !! ที่คุณต้องค้นหา แล้วคุณจะค้นพบความหมายของคำว่า “Every Bodyslam”“ ซึ่งจริงๆแล้วก็มองผ่านไปแล้วล่ะ ถ้าไม่มีคนเรียกให้ดูผมคงลืมไปแล้วว่ามันมีอะไรแบบนี้อีก ซึ่งก็คือชื่อตัวเองที่น่าจะถูกพิมพ์อย่างไม่เข้าพวกโดยพิมพ์ดีดไฟฟ้าหรืออะไรซักอย่างลงบนปก พร้อมกับคำว่า Member #5 คงต้องบอกว่าอึ้งครับ น้ำตาแทบไหล แต่ไม่ใช่เพราะดีใจ แต่เพราะว่ามันกากจริงๆ เชื่อว่าน้อยคนจะชอบและดีใจกับสิ่งๆนี้ ส่วนตัวผมคิดว่า จริงๆแล้วไม่ต้องพิมพ์มาก่อนก็ได้มาทำตอนมารับของก็ได้ยังทัน อยากพิมพ์อะไรลงไปก็พิมพ์ไป ส่วนผมคงปล่อยมันว่างๆผ่านๆไปคงจะดีกว่า

อันโด นัทสึ : ขนมหวานละลายใจ (ขอไม่เรียก อันโด นัทส์ “Ando Nuts” ตามหน้าปก เพราะมันตลกเกินไปที่จะเรียกแบบนั้น) เป็นหนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับการทำขนม ที่นางเอกอันโด นัทสึ(รู้แล้วใช่ัมั้ยว่าตลกยังไง) ปาติซิเย่หญิงรุ่นใหม่ที่พึ่งจบการศึกษาด้านการทำขนมตะวันตก ด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม และใฝ่ฝันจะเป็นปาติซิเย่ กลับบังเอิญพบเจอกับนักทำขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม ทำให้ไปได้งานในร้านทำขนมญี่ปุ่นแทน แต่หาก มันมีแค่นี้ก็คงไม่ต้องพูดถึงเท่าไรนัก แต่หลังจากที่ได้อ่านจนอยากเอามาพูดถึงเป็นเพราะ เรื่องนี้มันแตกต่างจากการ์ตูนทำขนมทั่วไปอย่างมาก เรียกว่า เป็นการ์ตูนดราม่าที่บังเอิญไปเกิดขึ้นในร้านทำขนมญี่ปุ่นดีกว่า เพราะว่ามันไม่มีฉากโชว์ขนมแบบน่ากินๆ หรือการชื่่นชมขนมแบบเกินหน้าเกินตา เช่น อร่อยเหมือนกำลังกินอยู่บนนกที่บินอยู่เหนือน้ำตก28ชั้นอีกที คือถ้าเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนทำอาหาร ก็อาจจะไม่ชอบเรื่องนี้ก็ได้ เพราะความพิเศษจริงๆของเรื่องนี้มันคือ บรรยากาศของเรื่องซึ่งดูอบอุ่นๆ อ่านแล้วยิ้มได้ ผมก็แทบจะนึกไม่ออกเลยทีเดียวว่ามีเรื่อง ทำนองนี้อยู่บ้างมั้ย เพราะจริงๆก็ไม่ค่อยได้อ่านการ์ตูนแนวๆนี้ ถ้าจะพูดให้เห็นภาพชัดๆ ผมว่ามันดูเป็นหนังมากกว่าการ์ตูน ดูจะเหมาะกับคนที่โตๆแล้วซักหน่อย ลายเส้นก็ดูโบราณนิดๆ ถ้าใครชอบอารมณ์ประมาณAlways ก็น่าจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เป็นสิ่งที่ผมพึ่งจะอ่านไปได้แค่เล่มเดียว เพราะมันพึ่งออกละมั้ง แล้วก็ไม่ได้ซื้อเองด้วย 555 แต่ชอบจริงๆนะ

แก้ไขเพิ่มเติม : ในตอนที่เขียน มันออกถึงเล่ม 3 แล้ว ^_^

ศรัทธา

อย่างที่รู้ๆกัน(รึเปล่า???)ว่าผมเองชอบไปเดินเล่นตามคลองถม-สะพานเหล็กเป็นประจำ
เพราะซีดีเพลงหรือหนังของแท้มันถูกกว่าร้านในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของไทยทั้งหลายอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่ไปทีไรก็ต้องขัดใจทุกทีที่ได้เห็นคือ”พระ” ใช่ครับ พระสงฆ์ ของพุทธศาสนาของเรานั่นเอง ไม่ใช่ว่าผมจะบ้าเห็นพระแล้วหงุดหงิดไม่พอใจ ถึงผมจะบ้าบอแต่ก็ไม่เป็นขนาดนั้น แต่ที่เห็นแล้วมันหงุิดหงิดทุกทีคือภาพของพระที่เดินเลือกซื้อหนัง ซื้อซีรีย์ไปดูในปริมาณที่เยอะกว่าผมเองเสียอีก บางทีมีซื้อเกมด้วยนะ บันเทิงครบครันจริงๆ พุทธศาสนาเรา แล้วไม่ได้มาคนเดียวมากันทีสามสี่คน(ผมต้องใช้รูปมั้ยเนี่ย แต่คงไม่จำเป็นกับพระแบบนี้มั้ง)

ใจนึงก็อยากจะคิดว่าจะเอาไปบำรุงพระศาสนาของเราให้เจริญก้าวหน้า แต่สิ่งที่เห็นมันก็ทำให้คิดแบบนั้นไม่ได้ทุกที หรือจะเป็นพระธรรมคำสอนรูปแบบใหม่ ที่ใช้ซีรีย์เกาหลีเป็นสือการสอน คงไม่ล่ะ ใครจะหาว่าผมใจแคบ พระเค้าอาจจะเอาไปใช้ประโยชน์จริงๆก็ได้ ก็เอาเถอะ แต่ผมก็ยังยืนยันความใจแคบของผมแบบนี้แล่ะ คือถ้าอยากจะเอาไปใช้จริงๆลูกศิษย์วัดมีเยอะแยะไม่ต้องมาซื้อเองก็ได้มั้ง เห็นแล้วพลังศรัทธามันเสื่อมลงไปทุกทีนะ

ยิ่งทุกวันนี้เห็นข่าวพระเสื่อมๆตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็ทุเรศมากพอแล้ว ทั้งมั่วสีกา เสพย์ยาเสพติด ขับรถมาบิณฑบาตร(สบายกว่ากูอีก) เค้าใจว่าบางเรื่องมันไม่ได้ผิดกฎของสงฑ์แต่กฎของสงฆ์มันมีมาตั้งแต่เมื่อไรล่ะ มีรถมั้ย ไฮสปีดกันทั้งบ้านทั้งเมืองรึยัง ซึ่งยังแน่ๆอย่ามาแถ ขอโทษเถอะจะมาบวชทำไมให้ศาสนามันเสื่อมลงวะ ถ้าทนไม่ได้ตัดไม่ได้ก็ไม่ต้องมาบวชให้เสียเงินบริจาคของชาวบ้านเค้าเลย

ผมกล้าพูดได้เลยตามวัดดังๆในเมืองเนี่ย ในบางกุฎิพร้อมกว่าบ้านเราๆบางคนซะอีก ทั้งแอร์ ทีวี คอมพิวเตอร์+ไฮสปีดอินเทอร์เนต สิ่งเหล่านี้มันมากมายซะจนบางทีอดคิดไม่ได้ว่าถ้าไม่มีอะไรทำไปบวชเป็นพระดีกว่ามั้ง งานไม่ต้องทำ เอาเงินชาวบ้านที่เค้าบริจาคตามศรัทธามาใช้สบายๆ

ใครจะว่าผมว่า เฮ้ยพระดีๆมีเยอะแยะ จริงครับมีเยอะแยะ ผมก็ไม่ได้ว่าพระเหล่านั้น แต่พระแบบที่ผมเขียนถึงนี่ก็มีเหมือนกัน ซึ่งผมว่าก็ไม่น้อยด้วย ผมก็ไม่รู้ว่าความคิดของผมมันจะทำให้ศาสนาเราเสื่อมลงไปอีกรึเปล่า แต่ผมก็ว่าของผมแบบนี้ล่ะ ใครจะว่าัยังไงก็แล้วแต่คุณเลยไม่ว่ากัน อยากจะมองกันมุมไหนก็เชิญครับ

Entry แรกแห่งปี 53 ก็ต้องขอสวัสดีปีใหม่พ่อแม่พี่น้อง มิตรสหายที่เข้ามาอ่านกันอีกที
เมื่อวานนี้(11 มกราึคม 53)สถานภาพการเป็นสมาชิกสปอร์ตคลับของผมก็ได้หมดลงแล้ว
1 ปีที่ผ่านมาก็ผ่านไปด้วยดี ถึงจะมีบ้างที่ขี้เกียจไป ถ้าจำไม่ผิดมีแค่ไม่กี่สัปดาห์ที่ไม่ได้ไปเลย
แต่รวมๆก็ถือว่าไปอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าหลังๆจะไปวันสองวันต่ออาทิตย์ก็เถอะ 55
และก็ถือว่าประสพความสำเร็จตามจุดประสงค์ ที่ตั้งใจไว้แต่แรกคือ
1.สุขภาพจะได้แข็งแรง
ปีที่ผ่านมาถือว่าไม่สบายน้อยครั้งมาก เป็นก็หายอย่างรวดเร็ว มีไปหาหมอเพราะเป็นหวัดแค่ครั้งเดียวเองถ้าจำไม่ผิด แล้วที่ไปหาก็เพราะหวัด 2009 กำลังระบาดนอกนั้นก็ไม่มีอะไรร้ายแรง
อาการปวดเมื่อยเหมือนก่อนๆก็ไม่ค่อยมีให้เห็น อย่างช่วงเช้าๆที่เคยตึงๆที่เอ็นร้อยหวายก็ไม่ค่อยเป็น แล้วก็เหนื่อยน้อยลง คล่องแคล่วมากขึ้นนิดหน่อย ถึงจะนิดหน่อยจริงๆก็เหอะ แต่ก็ต้องยกความดีให้การออกกำลังกายจริงๆ

2.ลดน้ำหนัก
ก็อีกเช่นกัน ปีที่ผ่านมา น้ำหนักลดไปประมาณ 8 กิโลกรัมโดยประมาณบวกลบนิดหน่อย ถึงจะลงได้น่าพอใจ แต่สาเหตุหลักๆก็คงจะมาจากการควบคุมอาหารอันโหดร้ายในบางสัปดาห์ แล้วก็มีดีดขึ้นมาบ้างในบางช่วงที่สนุกปากไปหน่อย แต่รวมๆถือว่าน่าพอใจแล้วล่ะแค่นี้

ส่วนปีนี้ก็ยังตั้งเป้าบำรุงสุขภาพกับลดน้ำหนักต่อไป หวังว่าจะทำได้เหมือนปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้คงไม่ได้ต่ออายุฟิตเนสแล้ว เพราะมีเหตุบางอย่างทำให้ไม่สะดวกต่อการไปเล่นได้บ่อยๆอย่างเคย

ปีหน้ามาอัพเดทกันอีกที หวังว่ายังคงมีคนมาอ่าน 55

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.