Feeds:
Posts
Comments

รถชน T_T

ข้าพเจ้าขอให้ถ้อยคำดังนี้
เหตเกิดขึ้นเมื่อวานตอนประมาณ 16.00น. กำลังกลับจากไปธุระแถวบ้านโป่ง ใช้ทางคู่ขนานลอยฟ้าพระบรมราชชนนี เหิดเหตุใกล้ทางลง ถ.สิรินทร ใกล้ๆศูนย์BENZ ตลิ่งชัน
เรื่องมันมีอยู่ว่า ไม่รู้ทางด้านหน้าเกิดอะไรขึ้น ทำให้รถชะลอตัวแล้วรถก็เริ่มติด ตอนนั้นรถผมก็ได้จอดนิ่งแล้ว ซักแวบนึงได้ยินเสียงเบรคดัง “เอี๊ยดดดดดด” ดังมาก หันไปดูกระจกข้างด้านซ้าย ภาพที่เห็นคือรถกระบะคู่กรณีที่1ไม่ทราบยี่ห้อและทะเบียน ได้พุ่งชนรถคู่กรณีที่2จนกระเด็นมาชนคู่กรณีที่สาม และได้ไถลตัวเองมาชนคู่กรณีที่3 ด้วยตนเอง จนคู่กรณีที่สามไม่ยอมเจ็บคนเดียว จึงได้กระเด็นมาชนรถข้าพเจ้าด้วย จนรถข้าพเจ้าตูดยับเลยทีเดียว
นี่คือภาพหลังเกิดเหตุ
photophoto 4

รถคันที่นอนตะแคงคือคันที่พุ่งมาชน ทราบภายหลังว่าเป็นรถขนดอกไม้ สงสัยกลัวไปส่งไม่ทัน อัดมาซะเต็มที่เลย แม่มเอ๊ย…

หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ให้ไปรอที่ สน.คู่ขนานลอยฟ้า (ชื่อนี้จริงๆนะ ลืมถ่ายรูปมา) ระหว่างรอประกันและรถยกที่ยกซากรถคันที่พุ่งชนมา เพราะมันวิ่งไม่ได้แล้ว ก็ถ่ายรถคนอื่นแก้เซ็งตามนี้
photo 3
นี่คือรถคันที่โดนชนคันแรก คนขับเป็นคู่พ่อลูก ลูกยังเล็กมากอายุยังไม่ถึง10ขวบเลย โชคยังดีที่ไม่เป็นไร ไม่ตกใจกลัวอีกด้วย เข้มแข็งดีจริงๆ

คันต่อมา
photo 2
คนขับเป็นลุงๆ คันนี้ดูจะพังเยอะสุดเพราะ ไอ้รถที่พุ่งมาชนดันตะแคงมาเสียบตรงจุดที่รุมันอ่อนๆ ก็พังไปตามภาพ

จนมาถึงรถผมเอง เฮ้อ…
photo 2
ตูดพังทั้งตูด เพราะโดนอัดมา จริงๆก่อนหน้านี้กำลังจะไปเคลมประกัน เพราะโดนมอเตอร์ไซด์ล้มใส่พอดี ไม่รู้จะพูดได้รึเปล่าว่า “โชคดีๆจริงที่ยังไม่ได้ไปเคลม”

ระหว่างที่รอรถลากมาเหล่าประกันก็สอบถามเหตุการณ์ พร้อมกันกับทำเอกสารการเคลมให้แต่ละคัน
2
เหล่าประกัน

หลังจากรอกันไปประมาณชั่วโมงกว่าๆ นานมากกก รถลากก็มาถึง พร้อมกับไอ้รถคันที่มันก่อเรื่อง ไปดูกันดีกว่า
photo 3
ด้านข้าง
photo 5
ด้านหน้า

1
เจ้าหน้าที่ลงบันทึกประจำวัน ไอ้คนเสื้อส้มคือคนขับ

หลังจากรถมาทุกคนก็เข้าไป สน.ให้เจ้าหน้าที่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
สรุปไอ้คนขับโดนปรับ400+ตัด15แต้ม ข้อหาขับรถโดยประมาท

จากเหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าสมองคนเราันคิดอะไรได้หลายๆอย่างพร้อมกันได้อย่างรวดเร็วจริง
เพราะตอนที่ได้ยินเสียงเบรคดังมา พอหันไปดูจังหวะที่เห็นรถมันลอยมา ก็คิดขึ้นมาทันทีว่าจะเอาไงดีวะ จะออกซ้ายก็กลัวว่าถ้ามันสไลด์มานี่เต็มๆกลางลำกูเลย จะไปข้างหน้ารถก็ยังไม่ไป เอาไงดีวะ แต่ค่คิดไม่ทันจะได้ทำ ก็ตู้ม เรียบร้อย ในใจคิดว่ายาวละ เซ็งจริงๆ จากนั้นก็ลงไปดูสภาพแล้วก็เป็นแบบที่เล่ามา กว่าจะเส็ดก็หกโมงกว่าถึวบ้านทุ่มนึง

สรุปอาการบาดเจ็บ ผมกับแม่ที่นั่งไปด้วยปวดคอกันเล็กน้อย อาการคล้ายตกหมอน เข่าผมกระแทกกับใต้พวงมาลัยปูดนิดหน่อย ปวดเมื่อยหลังอีกนิดหน่อย แต่ตอนนี้ปวดคอทั้งสองข้างตึงไปหมดเลย เฮ้อ…พักนี้ซวยจริง T_T

ช่วงนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างให้คิด ส่วนใหญ่ก็มักจะเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่อยากทำในอนาคตอันใกล้และไกลนี้ สิ่งที่อยู่ในสมองมันดูยุ่งเหยิงพอๆกะรถในอนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ ตอนห้าโมงเย็น สิ่งที่ต้องทำบางทีก็ไม่ใช่อย่างที่ใจคิด ไม่ได้ชอบไม่ได้รักมันอย่างที่ควรจะต้องเป็น เช่นกันกับสิ่งที่อยากทำ ที่รักที่ตัวเองเป็นและอยากจะเป็น ก็ยังนึกว่าออกว่าควรจะทำยังไงกับมัน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือใจเย็นๆ อดทนกับสิ่งที่ทำอยู่ให้ได้ และทำมันให้ดีพอ อีกทางหนึ่งก็ต้องคิดหาทางกันต่อไป เก็บเงินที่ได้ไว้เป็นทุนในการเติมฝัน ตอนนี้ก็ใช้เงินน้อยลง เก็บเงินมากขึ้น เพื่อรอวันที่เจอทางไป เพื่อให้พร้อมสำหรับสิ่งที่คิดได้ทำได้และอยากทำในอนาคต

ด้วยความที่ชอบมองแต่ปัญหามันก็กลายเป็นปัญหาซะเองบางทีก็ทำให้ไม่กล้าที่จะเดินออกไปอย่างที่คิด ไม่กล้าทำอย่างที่ควรจะทำ คิดไปเกินกว่าเหตุ มองอะไรๆในแง่ร้าย หลังจากนี้จะพยายามกลั้นใจ ฝืนความหวั่นใจในตัวเอง ก้าวออกไปอย่างที่ควรจะทำมาตั้งนานแล้ว จะได้มีอะไรๆ เป็นของตัวเองอย่างที่ตั้งใจไว้ซะที

เขียนไว้เตือนตัวเอง
จะพยายาม
จะพยายาม
และจะทำให้ได้
หวังว่ามันคงจะสำเร็จซักวัน

พรุ่งนี้ก็จะครบรอบ 2 ปีที่ผมเริ่มเขียนบลอค ก็ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะเขียนมาได้นานขนาดนี้ (เขียนได้ถึง 52 Posts เลยทีเดียว) คือจริงๆผมก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่ชอบอ่านชอบเขียนอะไรซักเท่าไร จะอ่านก็อ่านแต่การ์ตูน พวกนิยายนี่แทบจะไม่เคยอ่าน (เคยอ่านHarry Potter เล่ม1 โดยใช้เวลา 1 เดือน) ไอ้หนังสือที่มีแต่ตัวหนังสือไม่มีรูปที่จะอ่าน ถ้าไม่ใช่หนังสือเรียน ก็คงมีแต่หนังสือนอกเวลาเท่านั้นเอง ไปเดินงานหนังสือแห่งชาติก็เพื่อจะดูปกหนังสือมากกว่าดูหนังสือ สงสัยว่าตัวเองจะชอบงานภาพมากกว่างานเขียน เลยทำให้สิ่งที่เขียนออกมาบางทีมันดูขาดๆเกินๆ ตามภาษามือสมัครเล่น จึงทำให้การเขียนของผมนั้นดูจะต้องใช้แรงผลักดันด้านอารมณ์เยอะซะหน่อย พูดง่ายๆคือถ้าได้ด่าคนจะคล่องมาก 555 อันที่จริงแล้วที่เริ่มเขียนก็เพราะแค่อยากหาที่ระบายออกซะหน่อยเท่านั้น

แต่จริงๆเมื่อก่อนก็เคยคิดจะเขียนไดอารี่หรืออะไรๆเทือกนี้เหมือนกัน แต่เขียนได้ไม่นานก็เลิก อาจเป็นเพราะเมื่อก่อนยังไม่มีเรื่องอะไรให้เขียนได้มากมาย อยู่กับเพื่อนๆไปวันๆ ตอนนี้วัตถุดิบก็เริ่มน้อยลงแล้วเหมือนกัน เพราะวันๆก็ไม่ค่อยได้ไปไหนใหม่ๆ แต่ก็ยังมีความอยากหาอะไรมาเขียนอยู่นะ ยังอยากมาเขียนอยู่เริ่มสนุกกับมันจริงๆอยากเขียนจริงๆ แต่บางทีตอนที่มันอยากเขียนแล้วไม่ไ้ด้เขียน พอเวลาผ่านไปมันเลยหมดอารมณ์เลยไม่ได้มาเขียนอีก

แต่เวลาผ่านไปคนก็เปลี่ยนใจ บางคนที่เคยเขียนก็เลิกเขียนไป บางคนที่ไม่เคยเขียนก็มาเขียนบางคนที่เคยคุ้นบางคนก็กลายเป็นคุ้นเคย แต่ก็เช่นกันกับคนคุ้นเคยที่ตอนนี้ก็กลายเป็นคนที่เคยคุ้น แต่เรื่องทั้งดีทั้งเลวที่ผ่านพบประสพเจอทั้งหลาย หลายๆเรื่องมันก็มากลายเป็นตัวหนังสืออยู่ในที่แห่งนี้ และมันก็คงจะอยู่กันไปอีกนานในบ้านหลังนี้ เติบโตมาจนป่านนี้ก็เพราะมีที่ให้อาศัย

จนกว่าจะได้เจอกันอีก
ขอให้มีความสุข
HesderWordPress

วันเสาร์ที่ผ่านมาไม่รู้อะไรหนักหนา อยู่ดีๆก็อยากกินแกงกะหรี่ญี่ปุ่นขึ้นมาซะงั้น
ธรรมดาก็จะไปกินร้านที่กินประจำ แต่งวดนี้งบหมด เลยต้องหาทางประหยัดซะหน่อย
จึงเกิดความที่จะลองทำเองที่บ้านดูซึ่งน่าจะถูกว่าชัวร์ ว่าแล้วก็เลยหาสูตรซะหน่อย
วันต่อมาก็ไปจัดการซื้อเครื่องปรุงมาซะดังนี้
IMG_0028
-พริกแกงกะหรี่ญี่ปุ่น หาได้ตามซุปเปอร์ทั่วไป วันนี้ซื้อความเผ็ดระดับ3จาก5 ไม่มีความเผ็ดเลย (139 บาทจากท็อปส์แถวบ้าน)
-เนื้อหมู คราวนี้ใช้สะโพก (3ขีด = 35 บาทจากตลาดแถวบ้าน)
-มันฝรั่ง
-แครอท (มันฝรั่ง+แครอท = 35 บาทจากตลาดแถวบ้านเช่นกัน)
-หัวหอมใหญ่ (อันนี้ที่บ้านมี ในรูปลืมถ่าย 555)
เริ่มด้วยหั่นเนื้อหมูและทุกๆอย่าง เป็นขนาดพอคำ ยกเว้นหอมใหญ่ ให้หั่นเล็กหน่อย
IMG_0023

เอาหอมใหญ่ผัดจนสุก ตามด้วยเนื้อหมูผัดให้สุกเหมือนกัน

IMG_0025

เอาแครอทกับมันฝรั่ง ตามลงหม้อไป พร้อมใส่น้ำให้พอท่วมทั้งหมดพอ ต้มไฟช้าๆไปซักชั่วโมงนึง ก็ใส่พริกแกงกะหรี่ที่ซื้อมาลงไป หม้อนี้ผมใช้ครึ่งกล่องกำลังดีเลย คนให้ละลาย
เคี่ยวต่อไปอีกซักครึ่งชั่วโมง ระหว่างนี้ก็คนไปด้วยล่ะ เพราะมันจะไหม้ และหม้อนี้ก็ไหม้ไปนิดหน่อย ดีที่จมูกหมายังพอรู้ตัวทัน ได้กลิ่นไหม้ก่อนที่จะทำให้รสชาติเสีย แล้วก็ตักราดข้าวได้เลย

ได้ออกมาเป็นแบบนี้….

IMG_0027

อร่อย….

ทำง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย และก็ถูกกว่ากินที่ร้านเยอะด้วย สนุกกว่าด้วย
คราวหน้าจะอัพเกรด ด้วยการเพิ่มหมูทอดด้วย ให้มันยากเข้าไป 555
มาทำกับข้าวกินกันเองดีกว่า

วันนี้ต้องออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อนไปงานพิธีเผาศพพ่อเพื่อนมา
บรรยากาศก็ไม่ถึงกับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอะไรมากมาย
พิธีก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย ได้ไปช่วยเค้าแจกของชำร่วยมาด้วย
แต่ระหว่างที่งานกำลังดำเนินไปอย่างเงียบสงบ
ก็มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาก
เป็นเสียงเพลงเมดเล่ย์มาหมดทั้ง ปอยฝ้าย มาลัยพร, พี่เสก โลโซ และอีกมากมาย
ซึ่งดังมากๆ ไม่เท่านั้นพอหันไป ก็เจอเหล่าแก็งค์เด็กน้อย แด็นซ์กันยับ เต้นกันอย่างเมามัน
ไอ้ผมที่ยืนตรงกลางระหว่างสองงาน ก็งงจริงๆกับบรรยากาศแบบนี้
ฝั่งนึงก็ขอเชิญผู้หลักผู้ใหญ่ถวายผ้าบังสกุลกันไป อีกฝั่งนึงก็จั๋งซี้มันต้องถอนกันอยู่
ฝั่งงานศพก็คงคิดว่าไอ้นี่มันไม่เกรงใจกันบ้างเลยหรอวะ
ไอ้ฝั่งงานนู้นก็จะมาเผาอะไรกันตอนนี้ คนกำลังมัน
แต่ก็คงพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่ใช่วัดเรา
ถ้าอยากได้ความเป็นส่วนตัวก็คงต้องไปสร้างวัดประจำตระกูลกันไป
ก็แปลกดีที่ได้เจอทั้งสองงานที่ไม่ได้เข้ากันเลยมาจัดติดกัน

Departures (Page 1)
จากการที่ได้ยินได้ฟัง เรื่องราวเกี่ยนวกับภาพยนตร์(ต่อไปขอเรียกว่าหนัง)เรื่องนี้ มาหลายทาง
ว่าหนังมันดี ทั้งจากบลอคของพี่เจี๊ยบ จากน้อง จากที่อื่นๆ
เมื่อวานก็เลยไปดูซะหน่อย ว่าจะดีอย่างที่ได้ยินมารึเปล่า
เริ่มจากวันก่อนได้ยินว่ามันมีฉายที่ลิโด,สยามด้วย เพราะตอนแรกขี้เกียจไป
เพราะนึกว่าฉายที่เฮาส์ที่เดียว ก็เช็ครอบเมื่อวันพุธ เพื่อจะไปดูวันพฤหัสบดี
พอเมื่อวานด้วยความที่หลังๆไม่ค่อยได้ไปดูหนังที่โรงเท่าไร
ก็ลืมคิดไปว่าโรงพวกนี้ควรจะเช็คก่อนออกไปดู
ปรากฏว่าไปถึงรอบที่ดูไว้เมื่อวันก่อนมันไม่มีแล้ว จาก18.30 กลายเป็น 20.00
ซึ่งดึกไปหน่อยสำหรับคนที่ไปด้วย อุตส่าห์ออกมาเร็ว…
ก็คิดอยู่นานว่าเอาไงดีวะเนี่ย สรุปก็เอาวะดูก็ดู ไหนๆก็มาแล้ว
ก็ไปกินซับเวย์แสนอร่อยที่ไม่ได้กินมานานระหว่างรอ
พอถึงเวลาก็มานั่งรออยู่หน้าโรงหนังสยามรอบ 20.00น.
ภายใต้บรรยากาศที่ไม่น่าเชื่อว่ากำลังอยู่ในสยาม ศูนย์กลางของวัยรุ่น
เพราะมันเงียบ คนน้อยถึงน้อยมาก บางมุมนี่แทบจะเรียกว่าเปลี่ยวได้เลย
พอได้เวลาลุงๆคนเก็บตั๋วก้มาพร้อมสูทสีเหลืองอ๋อย
ชอบจริงๆได้ฟีลสมัยก่อน เหมือนตอนเด็กๆเวลาพ่อพาไปดูหนัง
คนเริ่มเดินเข้าโรง เราก็ตามเค้าไป ถึงที่ของเราแล้ว
นั่งไปซักพัก แถวหลังเราก็เดินเข้ามานั่ง เราหลบให้พร้อมกับหันหลังไปดู
คิดในใจคนแนวนี้มาดูหนังแบบนี้ด้วยหรอวะ
คือเป็นเหมือนกลุ่มแม่บ้านทหารบกประมาณสิบคน ซึ่งจากลุคแล้ว
ผมว่าน่าจะชอบดูละครช่องเจ็ด ตีสิบ วู๊ดดี้เกิดมาคุยมากกว่า
ก็ไม่ได้สนใจอะไร ผ่านไปซักแวบนึง แวบนึงจริงๆ
พวกมัน(ต้องเรียกว่าัพวกมันจริงๆ)ก้เริ่มคุยๆๆๆๆ
เอาน่าหนังยังไม่มา ได้ยินแว่วว่าจะปิดโทรศัพท์ด้วย
เอาวะมันคงมีมารยาทพอควร เดี๋ยวคงเงียบ
แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น!!!! แม่ม…คุยกันตลอด ขำกันตลอด
สาด!!! มึงจะขำอะไรหนักหนา ในใจก็ยังหวังว่าดูไปซักพักมันจะเริ่มเข้าที่แล้วเงียบไปเอง
คือด้วยความที่มันเป็นหนังที่ไม่ได้แมสมาก คนที่มาดูก็น่าจะอยากดูหนังจริงๆ
แต่เวลาผ่านไปคนเหล่านี้ก็ยังคุยสลับขำกันอย่างไร้เหตุผลต่อไป
อะไรนักหนาวะเนี่ย เริ่มหงุดหงิดมากขึ้น
ผู้ชายที่นั่งข้างๆอีกคนเผ่นไปแล้ว จากที่นั่งกลางจอต้องไปซะขวาสุดเพื่อหนีเสียงป้าๆพวกนี้
ผมก็ยังทนอยู่ด้วยความหงุดหงิด จนไม่ไหวจริงๆมันไม่เลิกพูดซะที
เราเลยต้องย้ายตามคนข้างๆไป แต่เอาจริงๆมันก้ยังได้ยินอยู่ล่ะ
แต่ก็คงหลีกได้เท่านี้ ก็ดูหนังต่อไปพยายามมีสมาธิกับหนัง
ไอ้พวกป้าๆนี่กว่ามันจะเริ่มหยุดก็เลยชั่วโมงแรกของหนังมาแล้ว
ใครได้ดูมาแล้วจะรู้ว่าบางช่วงของหนังมันเงียบจริงๆ คิดดูละกันว่าน่าหงุดหงิดขนาดไหน
แต่ผมช่างมันแล้วล่ะ เพราะผมเริ่มอินกับหนังมาซักพักแล้ว
ชอบหนังจริงๆ ดีแล้วที่ได้ตัดสินใจดู scoreหนังดี โดยเฉพาะเพลงตอนกลางเรื่อง ชอบสุดๆ
ออกมาจากโรงด้วยความรู้สึกที่ดี แต่บอกไม่ถูกว่าเป็นยังไง บอกไม่ถูก แต่ชอบ

ตอนกลับบ้านก็มาคิดๆดู ว่าจริงๆวันนี้ดวงเราจะไม่ได้ดูเรื่องนี้แต่ไปฝืนมัน
เลยได้เหล่าแม่บ้านเป็นของแถม….เฮ้อ….แสดเอ๊ยยยย

อาทิตย์ก่อนตอนที่เข้าไปอ่านกระทู้ที่เวปบอร์ดที่เข้าไปเล่นไป่านประจำ
เจอคนๆนึงตั้งกระทู้ถามว่าโดนใบสั่ง ไม่ไปจ่ายได้มั้ย
พร้อมด้วยข้อความที่ด่าว่าตำรวจไทย อย่างสนุกปาก
จากข้อความที่ว่าทำให้เข้าใจได้ว่าคนเขียน ได้ขับรถไปในที่ๆห้ามไปในช่วงเวลาคับขัน
ซึ่งจริงๆมันผิดอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีหน้าจะมาโทษตำรวจ ว่าไม่เห็นมันจะมีรถเยอะ
เพราะมันเป็นบ่ายๆวันเสาร์ แล้วมันจะคับขันตรงไหน มึงจะไถกูละสิไอ้หัวปิงปอง
ซึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจประมาณนึงอยู่แล้วกับความคิดแบบนี้
ความคิดที่ตัวเองทำผิดอยู่แท้ๆ ไม่เคยจะยอมรับแล้วยังมาด่าไอ้คนที่มันมีหน้าที่รักษากฏอีก
ไอ้คนตั้งกระทู้นี่ยังไม่เท่าไร แต่มาจิ๊ดใจจริงๆก็ตอนเจอไอ้คนตอบเนี่ยแล่ะ
มีหลากหลายสารพัด ซึ่งส่วนใหญ่จะมาทางด่าตำรวจซะมากกว่า
ซึ่งผมว่าทั้งแปลก,น่าเวทนา,อนาถใจ
ผมไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนถึงจะอธิบายความรู้สึกตอนนั้นของผมได้
คือใจนึงก็ไอ้ห่าคนเรามันจะโทษคนอื่นไปถึงไหนวะ มึงก็ผิดอยู่เห็นๆ
ยิ่งมีคนนึงมาบอกว่าให้เกียรติตำรวจมาก ตามาด้วยการโดนจับเพราะเลี้ยวในที่ห้ามเลี้ยว
แต่เพราะไอ้บ้านี่มันเลี้ยวมาตลอดชีวิต มันเลยปริ๊ดดดแตกใส่ตำรวจ
บอกพ่อมันใหญ่ ถ้าเอาพ่อมันมาเบ่งสิบสองล้านเปอร์เซ็นต์รอด
นี่มึงให้เกียรติแล้วนะเนี่ย เป็นผมๆอายที่อายุเท่านี้เรื่องแค่นี้ยังต้องฟ้องพ่อ
แถมยังมีหน้าเอามาประกาศให้คนอื่นรู้อีก ว่ากูนี่ฟ้องพ่อเบ่งตำรวจด้วย
คือไอ้ตัวผมเองเนี่ย ไม่ได้มีญาติเป็นตัวรวจ ไม่ได้จีบตำรวจอยู่
ผิดกฎจราจรก็ทำบ่อย เรียกว่าประจำ แต่ของแบบนี้มันไม่ใช่สิ่งที่น่าจะเอามาอวด
มาโชว์ว่านี่กูทำผิดกฏหมาย กูเท่
มัันควรจะเก็บไว้กับตัวและละอายบ้างกับการไม่อยู่ในกฏของสังคม
ควรจะรู้ตัวว่ามึงผิดนะที่มึงทำเนี่ย
คือเข้าใจนะว่าภาพพจน์ตำรวจไทยแม่งโคตรจะห่วยแตก
แต่ตำรวจดีๆแม่งก็เยอะแยะ ซึ่งส่วนมากจะเป็นจ่า เป็นนายดาบ
ผมยังไม่เคยเจอผู้กำกับ สน. ไหน ไปวิ่งช่วยคนท้องบนถนนซะที
เห็นมันจะโผล่มาก็ตอนแถลงข่าวเนี่ยแล่ะ
แต่เอาจริงๆมนุษย์เราน่าจะยอมรับสิ่งที่ตัวเองทำแล้วก็เลิกโทษคนอื่นบ้าง
อย่ายึดติดกับการที่ทำผิดจนเคย เหมือนแม้ค้าพ่อค้าซีดีเถื่อน
ที่บอกกูซื้อมาแล้ว กูจะขายมึงจะจับกูได้ไง อ้าว สาดด..ซะงั้น
ไม่ใช่ว่าทำอะไรผิดก็จะโทษคนอื่นตลอด
ไม่ใช่ว่าทำผิดแต่พ่อกูใหญ่
ไม่ใช่ว่าทำผิดก็บอกกูทำประจำไม่เห็นเคยโดน
คือบางที่เราไม่โดนเนี่ยเข้าใจว่าตำรวจคงขี้เกียจเลยปล่อยๆไป
ไม่สิๆถ้าพูดในแง่ดีต้องบอกว่าตำรวจเราไม่พอกับความต้องการ
แต่พอได้หน้าก็ออกมากันเต็มไปหมด
แต่ยังไงก็อยากให้เข้าใจและเห็นใจตำรวจบ้าง คนดีๆมันก็ยังมีอยู่
ไม่ใช่เค้าทำตามหน้าที่ก็มาด่า ไม่ทำก็ด่า เอาไงวะครับ
ไอ้เรื่องเบ่งว่าใหญ่เนี่ยอีกอย่าง ผมว่าสิ่งนี้เนี่ยมันเป้นต้นตอของการคอรัปชั่นเลยทีเดียว
เพราะใครแม่งก็อยากใหญ่ อยากมีอำนาจแม่งทำห่าไรก็ไม่ผิด
แล้วทำไงล่ะ เงินสิครับ ยัดแม่งเข้าไปดิ ไอ้พวกตัวใหญ่ๆก็เปรมไป
พวกตัวเล็กก็ร้องอย่าถึงทีกูมั่งนะกูจะซัดแม่งให้เรียบเลย

คือจริงๆผมว่าคนเราแม่งรักสบาย อะไรซื้อได้ก็จะซื้อ
เช่น โดนจับแล้วต้องไปเสียเวลาไปจ่ายที่ สน. ไม่เอาดีกว่ายัดเงินนตำรวจดีกว่าสบายใจ
คือก็ไม่ยอมทำตามกฏ พยายามหาทางเี่ลี่ยง พอตำรวจมันจะเอาซะบ้างจะบ่นอะไรล่ะ
ทำได้ทำไปเหอะไม่ได้ว่า แต่เงียบๆไว้ดีกว่า อายเค้า

photo (1)

เห็นพี่เจี๊ยบเจ้าของบ้านข้างๆพึ่งได้รับการบริการที่ดีจากร้านกาแฟชื่อดังไป
ก็เลยอยากเขียนเกี่ยวกับกาแฟบ้าง
จริงๆแล้วเมื่อก่อนก็ไม่ค่อยได้กิน จะกินก็เพราะอยากกินเอาอร่อย
แต่ตั้งแต่ออกจากงานมาทำงานที่บ้านนี่ก็เริ่มกินบ่อยขึ้น
มีอยู่ช่วงนึงเรียกได้ว่าติดกาแฟเลยทีเดียวต้องกินทุกวัน
ไม่ได้กินแล้วจะรู้สึกอยากกินมากๆ
ติดอยู่พักนึงเลยทีเดียว แต่พอดีมีช่วงที่มีเหตุทำให้ไม่ได้กินก็เลยเลิกติดไป
มาถึงตอนนี้ก็ยังชอบกินอยู่ แต่จากที่เมื่อก่อนกินกาแฟ 3 in 1
เดี๋ยวนี้อัพเกรดตัวเอง มองกาแฟ 3 in 1 ด้วยสายตาเหยียดๆ แล้วมากินกาแฟคั่วบด 555
จริงๆมันเริ่มจากความสงสัยว่าไอ้กาแฟคั่วบดสำเร็จที่ขายตามห้างนี่มันอร่อยมั้ย ทำยากมั้ย
ก็เลยลองๆศึกษาดู (อันที่จริงซื้ออุปกรณ์ไปแล้วล่ะ แล้วค่อยมาหาว่าทำยังไง)
ปรากฏว่าไม่ได้ทำยากเลย เพียงแค่มีอุปกรณ์ สองอย่าง
คือหนึ่งถ้วยกรอง สองถ้วยกระดาษสำหรับกรองกาแฟ
อุปกรณ์หน้าตาเป็นยังไงนั้นไม่บอกไปหาเอาเอง
โกรธที่วันนั้นโง่ไปเดินหาในแผนกเครื่องครัวซะนาน สุดท้ายมาเจอว่า
มันคือไอ้ที่หยิบมาดูตอนแรกในซุปเปอร์ฯ แต่เสือกไม่เปิดกล่องดูนั่นเอง
ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นแค่ถ้วยกระดาษคนละไซส์
วิธีการที่ดูเหมือนคนอื่นจะเรียกว่า Dripper ละมั้ง
ก็คือการชงกาแฟคั่วบดแบบหยาบ ด้วยการใช้ถ้วยกรองให้ค่อยๆหยดลงในแก้ว
จริงๆก็ไม่ถึงกับหยดหรอก ก็ไหลผ่านอย่างช้าๆนั่นแล่ะ
กาแฟคั่วบดแบบหยาบนี่ก็มีขายตามซุปเปอร์ฯชั้นนำทั่วไป ต้องชั้นนำด้วยนะ
วิธีทำที่ทำอยู่ (ซึ่งไม่รู้ว่าถูกรึเปล่า) ก็คือ เอากาแฟใ่ส่ถ้วยกรองเทน้ำร้อนใส่ เสร็จ
ได้กาแฟหอมๆ แต่ดูแล้วมันใสๆนิดหน่อย แต่รสชาติกำลังดีเลย
ตอนนี้ก็กินไอ้นี่ิเกือบจะทุกวัน อร่อยดี
ราคาจากที่ตอนแรกคิดว่าคงแพงแต่มันก็แพงอีกนิดหน่อย
รวมแล้วก็อยู่ที่เกือบๆ 10 บาทมั้ง
อุปกรณ์ก็ไม่แพง วันนั้นซื้อทั้งหมดรวมกาแฟด้วยประมาณ 300 ได้
ซื้อมาลองเล่นๆก็ได้สนุกดี ถ้าชอบกินกาแฟ

Go To DMC!

entryที่แล้วพูดถึงเรื่องแรงผลักดันของกระแส
จะว่าไปมีอีกเรื่องที่พักก่อนเจอบ่อยจนต้องไปหามาอ่าน+ดู
คือ
“Detroit Metal City”
Detroit-Metal-City
พอดีน้องผมก็ดันซื้อมาทั้งหนังแผ่น+หนังสือก็เลยได้ลองทั้งสองอย่าง
ชอบที่มันดูสนุกและเป็นการ์ตูนมากๆๆ ตัวเอกเล่นดี เจ๊เจ้าของค่ายโรคจิตดี
ลองดูๆ
แค่นี้
จบ

So Coolian

เนื่องจากพักนี้เจอสิ่งๆนึ่งในหลายเว็บที่เข้าไปอ่าน เมื่อวานเลยนั่งหามาเล่าให้คนคนนึงฟัง
คำๆนั้นก็คือคำว่า บร๊ะเจ้าโจ๊ก+ชาบูชาบู
สิ่งที่ได้เจอก็คือ มีคนจำนวนมากพูดถึงคำๆนี้ในเนต

* น้ำตาของ โจ๊ก โซคูล สามารถ รักษามะเร็งได้ แต่โจ๊ก โซคูล ไม่เคยร้องไห้

* โจ๊ก โซคูล ไม่เคยใส่นาฬิกา เพราะขณะนี้เป็นเวลาเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ โจ๊ก โซคูล

* การวิดพื้นของ โจ๊ก โซคูล ไม่ใช่การออกแรงดันตัวให้สูงขึ้นจากโลก แต่เป็นการออกแรงดันโลกให้ต่ำลงจากตัว

* ทฤษฎี naturenal selection ไม่เป็นจริง เพราะสิ่งมีชีวิตจะดำรงเผ่าพันธุ์ได้หรือไม่ โจ๊ก โซคูล เป็นผู้อนุญาต

* โจ๊ก โซคูล สามารถฆ่ากระสุนสองนัด ด้วยนกตัวเดียวได้

* ทุกครั้งที่คุณฟังเพลงของ โซคูล คุณไม่ได้เลือกจะฟัง แต่ โจ๊ก โซคูลเป็นผู้เลือกให้คุณฟัง

* โจ๊ก โซคูล สามารถวิ่งรอบโลกเพื่อต่อยหลังหัวตัวเองได้

* คอมพิวเตอร์ของโจ๊ก โซคูล ไม่มีปุ่ม Ctrl เพราะ โจ๊ก โซคูล สามรถ ควบคุมทุกอย่างได้อยู่แล้ว

* ถ้าโจ๊ก โซคูล มีเงินห้าร้อยบาท คุณมีเงินห้าร้อยบาท โจ๊ก โซคูลมีเงินมากกว่าคุณ!!!

* โจ๊ก โซคูล มีดวงจันทร์บริวารอยู่ 12 ดวง หนึ่งในนั้น ชื่อว่า “โลก”

* โจ๊ก โซคูล สามารถเล่นรัลเซี่ยน รูเร็ท โดยมีกติกาว่า “ใส่กระสุนเต็มทุกช่อง และโจ๊ก โซคูลเป็นฝ่ายเริ่มก่อน” ให้ชนะได้

* โจ๊ก โซคูล สามารถฟังประกาศ คมช. เพียงครั้งเดียวได้

* โจ๊ก โซคูล สามารเป่าลมใส่ไม้ไผ่จนหักโค่นได้

* ถ้าคุณได้ก้าวเข้ามาสู่ความเป็น โซคูลเลี่ยน คุณจะไม่มีวันได้กลับไปอีก

* ลีโอนาโด้ ดาร์วินชี่ เป็นผู้ให้กำเนิดศาสตร์และศิลป์มากมายที่มีคุณประโยชน์ต่อโลก แต่โจ๊ก โซคูล เป็นผู้ให้กำเนิด ลีโอนาโด้ ดาร์วินชี่

* อักษร “เจ” ซึ่งเป็นตัวอักษรนำหน้าชื่อของ โจ๊ก โซคูล ได้ถูกนำไปใช้นำหน้าชื่อให้แก่ผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก อาทิ จอร์ท วอชิงตัน, จอร์ท บุช, จอร์ท ลูคัส, จีน เกรย์, จอน แมคเคลน, แจ๊ค สแปโร่ว, แจ๊ค เดอะริปเปอร์ และ แจค แฮปปี้ทรีเฟรน

* นักชีววิทยา ได้แบ่งสิ่งมีชีวิตตามความซับซ้อนของโครงสร้างร่างกาย ไว้เป็น 8 phylun โดยให้มนุษย์อยู่ใน phylum chordata แต่ โจ๊ก โซคูล อยู่ phylum “GOD”

* คุณไม่สามารถค้นหาคำว่า “โจ๊ก โซคูล” ในกูเกิ้ลได้ เพราะ โจ๊ก โซคูล จะเป็นผู้ค้นหาคุณเอง

* โจ๊ก โซคูล สามารถสั่งบิ้กแมค ที่เบอร์เกอร์คิง ได้

* คุณใช้ D3 โจ๊กโซคูลใช้ D3 กล้องของโจ๊กสามารถทำ ISO ได้ดีกว่ากล้องของคุณ 2 stop

* โจ๊ก โซคูล หากตกน้ำตัวจะไม่เปียก แต่น้ำจะเปียกโจ๊ก โซคูล

* โจ๊กโซคูลสามารถ กิน เลย์เพียงชิ้นเดียว ได้ แต่คุณต้องอร่อยชิ้นเดียวไม่เคยพอ

* สาเหตุของโลกร้อน ก้คือ โจก โซคูลหนาว เขาเลย ทำไห้พระอาทิตย์ร้อนขึ้น

* จากทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์ โจ๊ก โซคูล สามารถตบหัวคุณในเวลาเมื่อวานได้

* การอุตสาหกรรม ไม่ใช่สาเหตุของการตัดไม้ทำลายป่าโจ๊ก โซคูล ต้องการไม้จิ้มฟัน

* ในประเทศไทย มีการประหารชีวิต ที่ถูกกฎหมาย 3 วิธี นั่นคือ ฉีดยาพิษ ยิงเป้า และ โจ๊ก โซคูล

* โนอาห์ เป็นคนเดียวในโลก ที่รู้ทัน ก่อนที่ โจ๊ก โซคูล จะกระโดดลงมหาสมุทร

* โจ๊ก โซคูล เป็นคนเดียวที่สอบโทเฟล ได้คะแนนเต็มด้วยการตอบทุกคำถามว่า โจ๊ก โซคูล

* บางคนเเต่งตัวตามศิลปินที่เค้าชอบ เเต่ศิลปินที่เค้าชอบเเต่งตัวตามโจ๊กโซคูล

* โจ๊ก โซคูล สามารถจาม ในขณะที่ตาเปิด ได้

* ฉายาของโจ๊ก โซคูล คือ “โจ๊ก โซคูล”

นี่คือบางส่วนของเรื่องราวที่เจอ จนมาถึงข้อสุดท้าย

* ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ แสดงว่าคุณเป็นพระสวาก (สาวก) ของบร๊ะเจ้าโจ๊กโซคูล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวานผมยังตลกๆกับไอ้เรื่องนี้อยู่เลย

แต่วันนี้ด้วยความที่อยากฟัง “เอาให้ตาย” – Ebola ชอบมากตอนนี้ เลยหาฟังตามเว็บฟังเพลงทั่วไป แล้วก็ได้พบข้อความนึงที่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

Are you a fan? There’s more Ebola on imeem!
You might also like Klear, Hyper, or So Cool

!!!!!!!!!

หรือว่าที่อ่านไปเมื่อวานจะเป็นเรื่องจริง
หรือว่าเราได้เป็นสาวกไปแล้ว
หรือว่าจริงๆผมไม่ได้อยากฟังอีโบล่าแต่โจ๊ก โซคูลอยากให้ผมฟัง

5555555

ผมชอบกระแสเรื่องนี้จัง ขำดี และไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยาย แต่บางคนทุ่มเทกับการสร้างกระแสมากๆ สนุกดีๆ

Older Posts »